บริษัทฯ จึงขอหยุดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป
คู่มือเที่ยว กาญจนบุรี ฉบับสมบูรณ์
ครั้งนี้เราจะพาไปเที่ยว กาญจนบุรี หรือ เมืองกาญจน์ เมืองท่องเที่ยวที่ทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยรู้จักกันดี เมื่อนึกถึงกาญจนบุรีหลายคนย่อมจะนึกถึงภาพสะพานข้ามแม่น้ำแคว ที่ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดไปเสียแล้ว เพราะเมืองกาญจน์เป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์จากสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับสงครามอยู่หลายที่นอกเหนือจากสะพาน เช่น สุสานพันธมิตร ช่องเขาขาด ทางรถไฟสายมรณะ หรือจะเที่ยวแบบล่องแพก็เป็นที่นิยมอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกหลายแห่ง เช่น น้ำตกเอราวัญ น้ำตกไทรโยค รวมไปถึง เขื่อนต่างๆ
กาญจนบุรีห่างจากกรุงเทพเพียงแค่ 129 กิโลเมตร ทำให้การเดินทางไปเที่ยวค่อยข้างจะง่ายมาก หลายคนจึงนิยมไปเที่ยวที่นี่กันต่อปีเป็นจำนวนมาก
มีอะไรน่าสนใจบ้าง
- ข้อมูลทั่วไป
- การเดินทาง
- การเดินทางในจังหวัดกาญจนบุรี
- สถานทีท่องเที่ยวในกาญจนบุรี
- กิจกรรมสุดฮิต
- เทศกาลประจำปี
- ของฝากและอาหารขึ้นชื่อ
- ฤดูกาลท่องเที่ยว
- ทัวร์กาญจนบุรี

ข้อมูลทั่วไป
กาญจนบุรี ได้ถูกยกฐานะให้เป็น "จังหวัดกาญจนบุรี" เมื่อ พ.ศ. 2467 สมัยรัชกาลที่ 5 กาญจนบุรี หรือ ที่หลายคนเรียกติดปากกันว่า "เมืองกาญจน์" เป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย แบ่งเป็น 13 อำเภอ พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นป่า ด้านตะวันตกติดชายแดนพม่า มีแม่น้ำแควน้อย และ แควใหญ่ ไหลผ่าน มีวัฒนธรรมประเพณีหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งไทย พม่า มอญ กระเหรี่ยง เมื่อครั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้ใช้จังหวัดกาญจนบุรีเป็นจุดที่สร้างทางรถไฟยุทธศาสตร์ โดยใช้แรงงานจากเชลยและมีคนล้มเจ็บเสียชีวิต ระหว่างสร้างสะพานเป็นจำนวนมาก ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์อันน่าสลดใจมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรู้จักจังหวัดกาญจนบุรี
การเดินทาง
กาญจนบุรีห่างจากกรุงเทพเพียงแค่ 129 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง
- รถส่วนตัว
จากเส้นเพชรเกษม หรือถนนบรมราชชนนี เข้าสู่นครชัยศรี มุงหน้าไปยังนครปฐม บ้านโป่ง ท่ามะกา ท่าม่วง และเข้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
- รถตู้
เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่สะดวกรวดเร็วมีให้บริการอยู่หลายวิน เช่น ด้านข้างห้างเซ็นจูรี่ หมอชิต อนุเสาวรีย์ สายใต้ ค่าโดยสาร 120 บาท ต่อคน
- รถตู้มังกรทอง
จอดที่ข้างห้างเซ็นจูรีย์ อนุเสาวรีย์ วิ่งผ่านพุทธมลฑล ม.ศิลปกร นครปฐม แล้วไปทางกำแพงแสน (ไม่ผ่านท่าม่วง ท่ามะกา) เข้ากาญจนบุรี ผ่านพระแท่น พนมทวน หนองขาว และสุดสายที่ขนส่งในตัวเมืองกาญจนบุรี ขากลับขึ้นรถได้ที่บริเวณข้างๆ ขนส่งฯ กาญจนบุรี
- รถตู้แฮปปี้
จอดระหว่างศูนย์รถซูซูกิ กับห้างเซ็นจูรี่ย์ และอีกจุดจอดที่โลตัสปินเกล้า วิ่งผ่านบ้านโป่ง ท่าเรือ ลูกแก ท่าม่วง และเข้าตัวเมืองกาญจนบุรี
- รถตู้หนุมาน
จอดหมอชิต สนามหลวง อนุเสาวรีย์ (ใต้ทางด่วนฝั่งไปพหลโยธิน) ผ่านเส้นทาง พุทธมณฑล นครชัยศรี นครปฐม ท่าม่วง กาญจนบุรี ปากทางสะพานข้าวแม่น้ำแคว ค่าสุรสีห์ สุดสายที่ลาดหญ้า
- รถตู้หมอชิต จอดช่อง 7 อาคาร 2 ไปทางเดอะมอล์งามวงศ์วาน แคราย บางใหญ่ บางเลน กำแพงแสน พระแท่น พนมทวน และเข้าตัวเมืองกาญจนบุรี
- รถตู้มังกรทอง
- รถโดยสารประจำทาง
- สถานีขนส่งสายใต้
เที่ยวแรก 4.00 น. ถึง 22.00 น. ออกทุก 20 นาที เป็นรถปรับอากาศ ปอ.1 และ ปอ.2 ใช้เวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมง ค่าโดยสารตั้งแต่ 77 บาท - 99 บาท
- สถานีขอส่งสายเหนือ (หมอชิต) เที่ยวแรก 5.00 น. ถึง 16.00 น. ออกทุกชั่วโมง รถปรับอากาศ ปอ.1 และ ปอ.2 ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 122 บาท
- สถานีขนส่งสายใต้
- รถไฟ
หากใครไม่รีบร้อนอยากได้บรรยากาศดูวิวทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาขึ้นรถไฟดูค่ะ รถไฟที่จะไปกาญจนบุรีมีสาย กรุงเทพ - กาญจนบุรี - น้ำตก เริ่มตั้งแต่ สถานี กรุงเทพฯ(ธนบุรี)-ตลิ่งชัน-ศาลายา-นครปฐม-หนองปลาดุก-ท่าเรือ-กาญจนบุรี-สะพานข้ามแม่น้ำแคว-วังเย็น-บ้านเก่า-ท่ากิเลน-ถ้ำกระแซ-วังโพธิ์-เกาะมหามงคล-น้ำตก มีด้วยกัน 3 ขบวน
- ขบวน 485
เริ่มออกเวลา 4.25 น. ที่สถานนีหนองปลาดุก จ.ราชบุรี สิ้นสุดที่สถานีน้ำตกเวลา 8.20 น. - ขบวน 257
เริ่มออกเวลา 7.45 น. ที่สถานีกรุงเทพ(ธนบุรี) สิ้นสุดที่สถานีน้ำตกเวลา 12.20 น. - ขบวน 259
เริ่มออกเวลา 13.55 น. ที่สถานีกรุงเทพ(ธนบุรี) สิ้นสุดที่สถานีน้ำตกเวลา 18.30 น.
- ขบวน 485
การเดินทางในจังหวัดกาญจนบุรี
สำหรับคนที่ไม่ได้นำรถส่วนตัวมา สามารถเช่ารถจักรยานยนต์ราคาประมาณ 200 บาท ต่อวันไม่รวมน้ำมัน หรือ จะใช้บริการของรถสองแถว รถสามล้อ หรือ มอเตอร์ไซต์รับจ้างก็ได้
สถานที่ท่องเที่ยวในกาญจนบุรี
อำเภอเมือง

สะพานข้ามแม่น้ำแคว (สะพานแควใหญ่)
อยู่ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จากถนนแสงชูโตจะมีป้ายบอกให้เลี้ยวซ้ายชัดเจน สะพานข้ามแม่น้ำแคว สร้างขึ้นโดยกองทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกเช่นกัน สะพานแม่น้ำแควแห่งนี้ ในอดีตถูกสร้างด้วยความยากลำบาก โหดร้ายทารุณที่เหล่าเชลยได้รับ รวมถึงมีคนตายจากสะพานแห่งนี้นับหมื่นคน ทั้งนี้เป็นผลมาจากสงครามทั้งสิ้น ปัจจุบัน สะพานแห่งนี้จึงกลายเป็นเหมือนอนุสรณ์สถานของเหล่าเชลยศึก และยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของจังหวัดกาญจนบุรีอีกด้วย
บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแควมีรถไฟนำเที่ยวระยะทางสั้นๆ จากสะพานข้ามไปอีกฝั่งใช้เวลาประมาณ 15 นาที ค่าโดยสาร คนละ 20 บาท ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ


สุสานนี้สร้างขึ้นสำหรับเชลยศึกเนเธอร์แลนด์กว่า 3000 คน ที่เสียชีวิตจากการสร้างทางรถไฟสายมรณะ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ความสูญเสียจากสงครามในอดีตในปี พ.ศ. 2485-2488 สุสานนี้ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองใกล้กับสถานีตำรวจ ริมถนนแสงชูโต




สุสานทหารสัมพันธมิตรช่องไก่
สุสานนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยในสมัยสงครามเคยเป็นที่ตั้งของค่ายเชลยศึกขนาดใหญ่ จึงใช้บริเวณนี้เป็นอีกหนึ่งสุสานของเหล่าเชลย มีขนาดเล็กกว่าสุสานดอนรัก แต่ลักษณะสงบสวยงามไม่แพ้กัน
พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก
หรือพิพิธภัณฑ์สงครามวัดใต้ ตัวอาคารสร้างเลียนแบบสถานที่จริงที่เชลยได้อาศัยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จัดแสดงเกี่ยวกับภาพถ่าย ภาพเขียน ของใช้ที่แสดงให้เห็นความเป็นอยู่ของเชลยศึก รวมถึงอาวุธปืน ลูกระเบิดที่ใช้กันในสมัยนั้น


ทางรถไฟที่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์วิ่งไปยังพม่าสร้างโดยเชลยศึก ด้วยการสร้างครั้งนี้มีความยากลำบากทำให้เชลยเสียชีวิตระหว่างการสร้างมากมาย (หลายคนได้กล่าวว่าถ้าอยากรู้ว่ามีเชลยตายเท่าไหร่ให้นับจำนวนหมอนไม้ทางรถไฟ) จึงเป็นที่มาของชื่อทางรถไฟสายมรณะ โดยจุดเริ่มต้นของรถไฟสายมรณะนี้มีต้นทางที่ สถานีหนองปลาดุก ราชบุรี เข้ากาญจนบุรีผ่านแม่น้ำแควใหญ่ไปทางทิศตะวันตกจนถึงด่านเจดีสามองค์ และเข้าสู่ประเทศพม่า มีระยะทาง 300 กิโลเมตร


ตั้งอยู่ในตำบลหนองหญ้า อำเภอเมือง วัดอยู่บนเขาที่ลอบล้อมไปด้วยป่าธรรมชาติ ภายในถ้ำเย็นสบายมีหินงอกหินย้อย และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากพม่า และมีพระพุทธรูปให้สักการะ โดยถ้ำนี้จะถูกอุโบสถที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมขอมครอบไว้อย่างสวยงาม อุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ
เป็นสถานที่รวบรวมประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ เป็นสงครามที่พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช กับพม่า



ต้นจามจุรียักษ์ ตั้งอยู่ในอำเภอด่านมะขามเตี้ย สามารถเดินทางเข้าไปในกองการสัตว์ และเกษตรกรรมที่ 1 (กองผสมสัตว์) กรมการสัตว์ทหารบก ผ่านวัดถ้ำมุนีย์นาถ ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชม
ต้นจามจุรีต้นนี้มีอายุกว่า 100 ปี รัศมีประมาณ 10 คนโอบ เขียวขจีและแผ่กิ่งก้านสวยงามมาก ท่านน่าจะใช้เวลาชมความงามและถ่ายรูปที่นี่ราวๆ 30 นาที




ตั้งอยู่ภายในกองการเกษตรและสหกรณ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงข้อมูล ภาพถ่าย และข้าวของเครื่องใช้เมื่อครั้งมีการสร้างทางรถไฟสายมรณะในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้เป็นเส้นทางเดินทัพเข้าไปสู่ประเทศอินเดีย ภายในมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปยังช่องเขาขาด
“ช่องเขาขาด” หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า “ช่องไฟนรก” (Hellfire Pass) ที่เรียกกันว่าช่องไฟนรกก็เพราะว่าในยุคนั้นที่ไม่มีเครื่องมือทันสมัยอะไรเลย แต่เชลยศึกถูกบังคับให้บุกป่าดงดิบและทำการตัดช่องเขาด้วยมือและกำลังใจล้วนๆ เกิดการศูนย์เสียมากมายจากการบังคับของกองทัพญี่ปุ่น ทำงานทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อถึงกลางคืนแสงไฟ เงา เสียงเจาะหิน เสียงร้อง ทำให้เชลยศึกขณะนั้นขนามนามที่นี่ว่า ช่องไฟนรก
การเดินทางเยี่ยมชมนั้นสะดวกสบาย แต่อาจมีความชันเป็นบางช่วง ความยาวของการเดินไปกลับประมาณ 1 กม. มีหูฟัง (แลกได้ที่ประชาสัมพันธ์) ให้ท่านได้ศึกษาความเป็นมาของสถาณที่ แต่ถ้าใครมีเวลาและกำลังหละก็ สามารถเดินได้ยาวถึง 4 กม ทีเดียว (ไปกลับ 8 กม)

ทางเข้าพิพิธภัณฑ์

จุดชมวิวที่สวยงาม มองไปเป็นหุบเขาเวื้องว้างกว้างไกล

เส้นทางสำรวจ Hellfire Pass

มีจุดสวยๆ ให้ถ่ายรูปกันเยอะทีเดียว

หินทั้งลูกถูกเจาะให้เป็นเส้นทางรถไฟ

ถ้าสังเกตุดีๆ ยังคงปรากฎร่องรอยของการเจาะ การทุบ

ถึงจุดหมายปลายทางในช่วง 500 เมตรแรก สามารถไปต่อได้ถึง 4 กม. ตามเส้นทางที่เห็นในรูป
ถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่พักของเหล่าเชลยศึกเมื่อครั้งสร้างทางรถไฟสายมรณะ ภายในถ้ำมีพระประดิษฐานอยู่ ถ้ำกระแซ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูป เราสามารถนั่งรถไฟได้ที่ สถานีสะพานแม่น้ำแคว สำหรับคนไทยไม่เสียค่าโดยสาร ส่วนต่างชาติเสียค่าโดยสารคนละ 100 บาท รถไฟใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที มาถึงสถานีถ้ำกระแซ นั่งผ่านทางรถไฟที่เป็นหน้าผา ด้านล่างเป็นแม่น้ำแคว สร้างความตื่นเต้นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เราสามารถลงที่สถานีถ้ำกระแซ แล้วเดินย้อนกลับตามทางรถไฟไปยังอีกฝั่งได้ หรือใครจะนั่งไปลงสุดสายที่สถานีน้ำตกไทรโยคก็ได้
อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปราสาทเมืองสิงห์ เป็นปราสาทที่สร้างในยุคลพบุรีหรือประมาณ 800 ปีก่อน ช่วงขอมเรืองอำนาจ โดยสร้างโดยใช้หินศิลาแลงตามสถาปัตยกรรมขอมบายน มีเนื้อที่กว่า 640 ไร่ ตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำแควน้อย อำเภอไทรโยค เปิดให้เข้าชม 8.00 - 18.30 น. ค่าเข้าชมคนละ 20 บาท
ปราสาทเมืองสิงห์มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เพราะเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมช่วงหนึ่งของมนุษย์ซึ่งเคยมีบทบาทในดินแดนแถบจังหวัดกาญจนบุรีมาแล้วในอดีต
แม้เนื้อที่จะกว้างมาก แต่ส่วนของที่เราเดินสำรวจได้ ไม่ถือว่าเยอะมาก ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย

โบราณสถาณหลัก

อีกมุมหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นด้านหน้าของปราสาท


เทวรูปพระศิวะ ที่ตั้งอยู่ใจกลางปราสาท

อีก 1 โบราณสถานใกล้ๆ กัน
วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน
หรือที่หลายคนเรียกว่าวัดหลวงตาบัว หรือวัดเสือ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม แต่นอกจากนี้ที่ทำให้วัดมีชื่อเสียงนั่นก็คือ ภายในบริเวณวัดเป็นสถานที่อนุรักษ์เสือ มีเสือให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมอยู่หลายตัว หรือใครอยากจะเข้าไปถ่ายรูปกับเสือก็ได้
ปัจจุบันเสือได้ถูกย้ายออกไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง
น้ำตกไทรโยคน้อย
อยู่ห่างจากตัวเมือง 60 กิโลเมตร หรือถ้ามาทางรถไฟ จะสิ้นสุดที่สถานนีน้ำตกพอดี เมื่อก่อนคนแถวนั้นเรียกกันว่าน้ำตกเขาพัง เป็นน้ำตกขนาดไม่ใหญ่นัก น้ำจะมีมากในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาว
เดี๋ยวนี้สถานที่ได้รับการพัฒนาไปมาก มีบันใดขึ้นให้ไปเล่นน้ำตกช่วงบนได้ มีการสร้างทางเดินและจุดพักต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ตั้งวงรับประทานอาหารระหว่างดูเด็กๆ สนุกสนานกับการเล่นน้ำตก ด้านนอกมีร้านอาหารและขายของที่ระลึกมากมาย


น้ำตกไทรโยคน้อย

เด็กเล็กสามารถเล่นในส่วนไม่ชันนักได้

มีมุมให้นั่งเล่น รับประทานอาหารมากมาย ตามเส้นทางน้ำไหล
อยู่ห่างจากตัวเมือง 104 กิโลเมตร น้ำตกไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย เรียกอีกชื่อหนึ่ว่าน้ำตกเขาโจน เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สูงประมาณ 8 เมตร แต่มีชั้นเดียว ลักษณะเป็นหินสลับกันเป็นชั้นดูสวยงาม และยังมีสะพานแขวนให้นักท่องเที่ยวเดินข้ามไปชมวิวน้ำตกอีกฝั่ง นอกจากนี้ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่น่าสนใจ มีค้างคาวกิตติ หรือค้างคาวขนาดเล็ก และปูราชินี ที่หาดูได้แห่งเดียวในประเทศไทย
อำเภอท่าม่วง

ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าม่วง อยู่ห่างจากเขื่อนแม่กลอง 5 กิโลเมตร จะเห็นวัดอยู่บนเนินเขาเลี้ยวเข้าไปประมาณ 200 เมตร วัดแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่โต และยังมีพระประธานสวยงามประดับด้วยโมเสคสีทองทั้งองค์ เนื่องจากวัดนี้อยู่บนเขา การขึ้นไปมีอยู่ 2 ทางคือ เดินขึ้นบันได แต่ถ้าใครไม่อยากเหนือย เค้าก็มีบริการรถรางพาขึ้นไปด้านบน ราคาคนละ 10 บาท บนวัดแห่งนี้เนื่องจากอยู่บนเขา ลมจึงพัดค่อนข้างแรง แต่ก็ยังเป็นจุดชมวิวอีกด้วย ด้านล่างจะเป็นทุ่งนา นักท่องเที่ยวหลายคนนิยมมาถ่ายรูป




กาญจนบุรี ก็มีชายหาดกับเค้าเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ากาญจนบุรีอยู่ติดทะเลนะคะ แต่มันคือหาดทรายของแม่น้ำแม่กลองนั่นเอง หาดทรายท่าล้อถูกพัฒนาโดย อบต. ตำบลท่าล้อ ตั้งอยู่หลังวัดท่าล้อก่อนถึงสามแยกท่าล้อ บรรยากาศไม่ต่างกับการไปทะเลมากนัก เบื้องหน้าเป็นภูเขา มีเก้าผ้าใบให้นั่งทานอาหาร ห่วงยางให้เช่าเล่นน้ำ เรือถีบ เพียงแต่ไม่มีคลื่นเหมือนทะเลเท่านั้นเอง



อำเภอทองผาภูมิ

น้ำพุร้อนธรรมชาติริมลำธาร มีอุณหภูมิประมาณ 45 องศา เชื่อกันว่า สามารถรักษาโรคได้หลายอย่าง เช่น โรคเหน็บชา อาการปวดเมื่อยต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมมาแช่กันมากมาย


หรือเขื่อนเขาแหลม เป็นเขื่อนไฟฟ้าอเนกประสงค์ อยู่ทางเหนือของอำเภอทองผาภูมิ สันเขื่อนกว้าง 10 เมตร ยาว 1019 เมตร ความสูง 92 เมตร กั้นแม่น้ำแควน้อย รอบเขื่อนมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามไม่ต่างจากเขื่อนศรีนคริทร์ มีบริการล่องแพในเขื่อนให้เลือกอยู่หลายเจ้า



เป็นป่าสงสนแห่งชาติ อากาศเย็นตลอดทั้งปี มีจุดชมวิวที่เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยว 2 จุดคือ ดอยต่องปะแล แต่ต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ 300 เมตร จะเห็นทะเลหมอกและน้ำตก จุดที่สอง คือเนินกู่จอย สามารถขับรถขึ้นไปชมวิวได้ อำเภอสังขละบุรี

หรือวัดหลวงพ่ออุตมะ อยู่ในอำเภอสังขบุรี ในชุมชนของชาวมอญ สร้างตามสถาปัตยกรรมพม่า ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของทั้งชาวไทย มอญ พม่า และกระเหรี่ยง





ตั้งอยู่อำเภอสังขละบุรี เดิมคือที่ตั้งของวัดวังก์วิเวการาม เมืองสังขละบุรีเก่าสร้างขึ้นโดยชาวไทยและชาวกระเหรี่ยง จนเมื่อปี 2527 มีการสร้างเขื่อนเขาแหลม ทำให้น้ำท่วมอำเภอสังขละบุรีเก่า จึงได้ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขาแทน บริเวณนี้จึงกลายเป็นเมืองบาดาลมานับสิบๆ ปี




หรือสะพานอุตมานุสรณ์ สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางข้ามแม่น้ำซองกาเลีย เชื่อมระหว่างฝั่งสังขละบุรี และฝั่งหมู่บ้านชาวมอญ ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ประมาณ 850 เมตร ด้วยทิวทัศน์ที่มีความเป็นธรรมชาติ และยังเป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ นักท่องเที่ยวจึงนิยมมากันมาก
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2556 ฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลพัดท่อนไม้ชนเข้ากับเสาช่วงกลางสะพานทำให้สะพานมอญแห่งนี้ได้ขาด หลังจากนั้นชาวบ้านรวมพลังกันสร้างสะพานชั่วคราวเพื่อใช้ในการสัญจรโดยใช้ไม้ไผ่เรียงต่อๆ หรือที่เรียกกันว่าสะพานลูกบวบ และใช้เวลาสร้างเพียง 6 วันเท่านั้น สะพานมอญถูกซ่อมแซมและบูรณะจนเปิดใช้งานอีกครั้งในวันที่ 18 ต.ค. 2557



น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีทั้งหมด 7 ชั้น ชั้นสูงสุดของน้ำตกเอราวัญ มีลักษณะคล้ายหัวช้าง จึงเป็นที่มาของชื่อน้ำตกเอราวัณ มีความสวยงามทางธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติเมื่อเราเดินขึ้นไปในแต่ละชั้น




ตั้งอยู่อำเภอ ศรีสวัสดิ์ เป็นเขื่อนที่ในทั้งในการเกษตร ชลประทาน สร้างกระแสไฟฟ้า ประมง หรือเรียกว่าเขื่อนอเนกประสงค์ บริเวณจุดชมอยู่บริเวณสันเขื่อนซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงาม ภายในเขื่อนมีรีสอร์ทแพ อยู่หลายแห่งให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพัก


ตั้งอยู่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อยู่ห่างจากน้ำตกเอราวัญ 50 กิโลเมตร มีทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นมีธรรมชาติที่ร่มรื่น ช่วงที่เหมาะกับการเที่ยวน้ำตกคือ ระหว่างเดือนตุลาคม-เมษายน เพราะเป็นช่วงที่มีน้ำมาก
โบสถ์แสตนเลส
อยู่ในวัดป่าลำขาแข้ง อำเภอศรีสวัสดิ์ เป็นโบสถ์แสตนเลส แห่งเดียวในโลก ฉลุลวดลายสวยงามไม่ต่างจากโบสถ์ทั่วไป ใครที่ต้องการไปวัดแห่งนี้ต้องนั่งเรือจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพราะวัดตั้งอยู่บนเกาะกลางเขื่อน
อำเภอบ่อพลอย พนมทวน ห้วยกระเจา

มีความเชื่อกันว่า บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ทำยุทธหัตถี เนื่องจากได้ค้นพบ อาวุธดาบโบราณ โครงกระดูกมนุษย์ กระดูกช้าง เครื่องม้า เป็นจำนวนมาก รวมถึงซากเจดีย์ คล้ายเป็นสถานที่ทำสงคราม ปัจจุบันจึงได้กลายมาเป็นอนุสรณ์สถาน ภายในมีอนุเสาวรีย์ของสมเด็จพระนเรศวร มีความสวยงามร่มเย็น มีสระน้ำขนาดไม่ใหญ่มาก ช่วงเวลาเย็นผู้คนนิยมเข้ามานั่งเล่นและปิคนิคกัน



ล่องแพ
กิจกรรมการล่องแพ เป็นกิจกรรมยอดฮิตของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มากาญจนบุรี เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่ และกลุ่มเพื่อนที่มากันหลายๆ คน ผู้ให้บริการล่องแพมีให้เลือกมากมายหลายเจ้า ทั้งในส่วนของล่องแพแม่น้ำแคว ล่องแพในเขื่อนศรีนคริทร์



กลางเขื่อนก็มีกิจกรรมให้เล่นกันสนุกสนาน

ลากแพชมเขื่อน


เทศกาลประจำปี
เทศกาลงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว จัดขึ้นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม เพื่อระลึงถึงเหตุการณ์สงคราม ภายในงานจะมีโชว์แสงสีแสงอลังการ เรื่องราวการสร้างสะพาน จุดเด่นของการแสดงคือการระเบิดสะพาน นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงมีสินค้ามากมายให้ช้อปปิ้ง
ของฝากและอาหารขึ้นชื่อ
กาญจนบุรีมีอาหารการกินที่หลากหลาย ร้านอาหารก็มีให้เลือกอยู่มากมาย มีทั้งร้านเรือนแพที่อยู่ริมแม่น้ำแคว อาหารที่ใครไปแล้วไม่ควรพลาดคือ
- อาหารจำพวกปลา ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือ ปลาคัง ไม่ว่าจะเป็นเมนู ต้มยำปลาคัง ปลาคังทอด ฉูฉี่
- อาหารจำพวกเห็ดโคน แต่ต้องไปฤดูฝนถึงจะมีเห็ดโคนให้ทานกันแบบสดๆ
- ผักหวาน

กาญจนบุรีสามารถเที่ยวได้ทั้งปี ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เหมาะกับการเที่ยวทางธรรมชาติเพราะป่าจะมีความอุดมสมบูรณ์เขียวสด ส่วนน้ำตกก็จะมีน้ำมาก ส่วนฤดูร้อน กาญจนบุรีจะมีอากาศร้อนจัดแต่ยังเที่ยวได้ ส่วนหน้าหนาวอากาศจะเย็นจัด นักท่องเที่ยวหลายคนนิยมขึ้นไปทางสังขละบุรี หรือทองผาภูมิ